companyname
หน้าแรก ประวัติความเป็นมา งานพระธรรมจาริก ตราสาร เครือข่ายมูลนิธิ เชิญชวนบริจาค ติดต่อเจ้าหน้าที่ กระดานสนทนา
   
Untitled Document
 
[เมนู | Menu ]
หน้าแรก
ประวัติความเป็นมา
งานพระธรรมจาริก
ตราสาร
เครือข่ายมูลนิธิ
เชิญชวนบริจาค
ติดต่อเจ้าหน้าที่
กระดานสนทนา
ห้องแสดงภาพ
   
 

 
[ลิงค์ | Link]
วัดปากน้ำ
วัดศรีโสดา
วัดเบญจมบพิตร
ธรรมะไทย
พระไทยดอทเน็ท
สำนักงานพุทธฯ
ศูนย์พิทักษ์ฯ
องค์การเผยแผ่ วัดประยุรวงศาวาส
 

 
 
 

 
คุณเข้ามาเยี่ยมคนที่
 

 

 

 

ตราสาร
มูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนาแก่ชนถิ่นกันดาร


     โดยที่ชาวเขาและชาวไทยกว่า 500,000 คน ซึ่งอาศัยอยู่ตามป่าลึกบนภูเขาในท้องถิ่นทุรกันดาร ตามชายแดนภาคเหนือและภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย ห่างไกลคมนาคม ยากลำบากแก่การจะไปมาหาสู่ได้ทั่วถึง ชนเหล่านี้จึงห่างไกลพระศาสนา ส่วนใหญ่นับถือภูตผีปีศาจ ไม่รู้จักพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้า หากมีพระภิกษุสงฆ์ออกไปจาริก สั่งสอนแก่ชนเหล่านั้นตามแนวของพระพุทธองค์ที่ได้ตรัสแก่พระพุทธสาวกรุ่นแรก ส่งไปประกาศพระศาสนาว่า "จรถ ภิกขเว จาริกํ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมปายฯ เปฯ เทเสถ ธมมํ” เป็นอาทิ แปลความว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายเธอจงท่องเที่ยวไป จงแสดงธรรมเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์แก่ชาวโลกดังนี้ เป็นต้นแล้ว ก็จะเป็นมหากุศลแก่พระพุทธศาสนา และจะเกิดประโยชน์แก่ทางราชการเป็นอย่างมาก" ดังนั้น พระธรรมกิตติโสภณ เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม และพระภิกษุทั้งหลาย จึงปรึกษาตกลงดำเนินการเพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนา และอบรมสั่งสอนศีลธรรมแก่ชนเหล่านั้น โดยจัดส่งพระภิกษุสงฆ์คณะหนึ่ง เรียกว่า "พระธรรมจาริก" ออกไปปฏิบัติการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508 เป็นต้นมา ในขั้นแรก กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ถวายความอุปถัมภ์ ต่อมาได้มีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเงินและทรัพย์สินช่วยเหลือเป็นจำนวนมากขึ้น ทำให้การปฏิบัติงานพระธรรมจาริกได้ผลดียิ่งขึ้นตามลำดับ เพื่อให้กิจกรรมนี้ได้กระทำโดยกว้างขวางและถาวรต่อไป จึงตกลงจัดทำตราสารมูลนิธิขึ้น เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของท่านผู้มีกุศลศรัทธาต่อไป

ชื่อของมูลนิธิ
ข้อ 1. มูลนิธิให้ชื่อว่า มูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนาแก่ชนถิ่นกันดาร ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี” ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า “ Buddhist Mission for Remote People Foundation Under The Patronage of H.R. H. The Princess Mother ”
(ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับข้อ 12 จากนายทะเบียนมูลนิธิกรุงเทพมหานคร เมื่อ 3 ธันวาคม 2546 )

ที่ตั้งของมูลนิธิ
ข้อ 2. สำนักงานใหญ่ของมูลนิธิ ตั้งอยู่ที่ สำนักบริการสวัสดิการสังคม กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ แขวงคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร
ข้อ 3. เพื่อให้การปฏิบัติงานเผยแพร่พระพุทธศาสนาแก่ชาวเขา อันเป็นถิ่นกันดารในประเทศไทย ให้ได้ผลดีเจริญก้าวหน้าและถาวรสืบไป อาจตั้งสำนักงานสาขาของมูลนิธิขึ้นในส่วนภูมิภาค ตามที่คณะกรรมการบริหารมูลนิธิจะกำหนด โดยให้ความเห็นชอบจากคณะกรรมการที่ปรึกษา

ข้อ 4. มูลนิธิมีวัตถุประสงค์เพื่อทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ให้การสงเคราะห์ช่วยเหลือแก่ชาวเขา และชาวไทยที่อยู่ห่างไกลคมนาคม หรือถิ่นกันดารในประเทศไทย โดยวิธีการดังต่อไปนี้
1. ให้ความสนับสนุนอุปถัมภ์แก่พระภิกษุสงฆ์ไทย ที่มีจิตศรัทธาไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา
ประจำหมู่บ้านต่าง ๆ
2. ให้ความสนับสนุนอุปถัมภ์แก่ชาวเขาและชาวไทยในถิ่นกันดารที่ประสงค์จะเข้าบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา
3. จัดให้มีสำนักสงฆ์และวัด ตามท้องที่เหมาะสม
4. ให้การสงเคราะห์ช่วยเหลือแก่ชาวเขา และชาวไทย ผู้ได้รับความเดือดร้อนในความ
เป็นอยู่ เพื่อให้เกิดศรัทธาในพระพุทธศาสนา

ทุนและทรัพย์สินของมูลนิธิฯ
ข้อ 5. ทุนเริ่มแรก ได้แก่ทุนส่วนหนึ่งของเงินที่ส่วนราชการ องค์การบริษัท ห้างร้าน โรงเรียน และประชาชน ได้ร่วมการกุศลบวชชาวเขา ปี 2512 ซึ่งพระธรรมกิตติโสภณ เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตรดุสิต-วนาราม ประธานพระธรรมจาริก ได้อนุมัติให้จัดตั้งเป็นทุนประเดิมจำนวน 195,718 บาท (หนึ่งแสนเก้าหมื่นห้าพันเจ็ดร้อยสิบแปดบาทถ้วน) เรียกว่า "ทุนมูลนิธิ"
ข้อ 6. นอกจากทุนมูลนิธิตามนัยข้อ 5 แล้ว มูลนิธิอาจได้มาซึ่งเงินและทรัพย์สินโดยวิธีต่อไปนี้
1). เงินอุดหนุนจากรัฐบาล
2). เงินที่ผู้มีจิตศรัทธาบริจาค
3). ทรัพย์สินซึ่งมีผู้ยกให้โดยพินัยกรรมหรือนิติกรรมอื่น ๆ โดยไม่มีเงื่อนไขข้อผูกพันให้มูลนิธิต้องรับผิดชอบในทรัพย์สินแต่ประการใด
4). ดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินของมูลนิธิ
ข้อ 7. ทรัพย์สินซึ่งตกลงเป็นของมูลนิธิให้ลงชื่อ "มูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนาแก่ชนถิ่นกันดาร" เป็นผู้ได้รับประโยชน์ หรือถือกรรมสิทธิ์ หรือทรงสิทธิ์ตามเอกสาร
ข้อ 8. ผู้บริจาคมีเจตนาให้ใช้จ่ายเป็นเฉพาะกิจการใดภายในขอบเขตวัตถุประสงค์ข้อ 4 ก็ให้ใช้จ่ายไปตามเจตนานั้น จนกว่ากิจกรรรมนั้นจะสำเร็จ หรือเป็นการพ้นวิสัยที่จะจัดทำกิจการนั้น

การบริหาร
ข้อ 9. ให้มีกรรมการคณะหนึ่งซึ่งเป็นบรรพชิตจำนวนไม่เกิน 25 รูป เรียกว่า "กรรมการที่ปรึกษา" ซึ่งมีหน้าที่ในการวางแผนให้คำปรึกษาแนะนำในการดำเนินงานมีอำนาจออกระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ให้เป็นไปตามความเห็นชอบของมูลนิธิฯ โดยมีเจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เป็นประธาน
ข้อ 10. คณะกรรมการที่ปรึกษาพ้นตำแหน่ง คือ
1) มรณภาพ หรือลาออก
2) ลาสิกขา
3) เมื่อคณะกรรมการเห็นสมควรให้พ้นจากตำแหน่ง
ข้อ 11. ให้คณะกรรมการบริหาร มีกรรมการจำนวนไม่น้อยกว่า 11 คน และไม่เกิน 25 คน ซึ่งประธานกรรมการที่ปรึกษาเป็นผู้แต่งตั้ง
ให้คณะกรรมการบริหารเลือกกันเอง เป็นประธานคนหนึ่ง รองประธานคนหนึ่ง เหรัญญิกคนหนึ่ง ผู้ช่วยเหรัญญิกคนหนึ่ง เลขานุการคนหนึ่ง และผู้ช่วยเลขานุการคนหนึ่ง
ข้อ 12. คณะกรรมการบริหารให้อยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี ถ้าตำแหน่งกรรมการว่างลงให้กรรมการที่เหลืออยู่นั้น เลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติตามข้อ 14 และด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการเข้าเป็นกรรมการแทนจนครบ และให้ผู้ที่รับเลือกอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาของผู้ที่ตนแทน
ในกรณี กรรมการบริหารพ้นจากตำแหน่งให้กรรมการที่พ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่กรรมการบริหารมูลนิธิต่อไปจนกว่ามูลนิธิจะได้รับแจ้งการจดทะเบียนกรรมการของมูลนิธิที่ตั้งใหม

(ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับข้อ 12 จากนายทะเบียนมูลนิธิกรุงเทพมหานคร เมื่อ 2 พฤษภาคม 2544 )

ข้อ 13. คณะกรรมการบริหารมีอำนาจออกระเบียบหรือข้อบังคับสำหรับมูลนิธิได้ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการที่ปรึกษา
ข้อ 14. คณะกรรมการบริหารแต่ละคนต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
ก. มีอายุไม่น้อยกว่า 25 ปีบริบูรณ์
ข. ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรือไร้ความสามารถ หรือเสมือนคนไร้ความสามารถ
ค. ไม่เป็นหนี้สิ้นล้นพ้นตัว
ง. ไม่เป็นผู้มีชื่อเสื่อมเสียทางศีลธรรม
ข้อ 15. คณะกรรมการบริหารพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
1) ตายหรือลาออก
2) ถึงคราวออกตามวาระ
3) ขาดคุณสมบัติตามตราสารข้อ 14.
4) เป็นผู้มีความประพฤติและปฏิบัติไม่เหมาะสม และคณะกรรมการบริหารมีมติให้พ้น
จากตำแหน่ง
ข้อ 16. การทำนิติกรรมใด ๆ หรือการลงลายมือชื่อในเอกสารตราสารและสรรพหนังสืออื่น อันเป็นหลักฐานของมูลนิธิและการอรรถคดีนั้น เมื่อประธานกรรมการบริหารและเลขานุการได้ลงลายมือชื่อแล้ว ก็เป็นอันใช้ได้
ถ้าการลงมติในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารมีคะแนนเสียงเท่ากัน ผู้เป็นประธานในที่ประชุมเป็นผู้ลงคะแนนเสียงชี้ขาด


ข้อ 17. ให้การประชุมสามัญประจำปีของคณะกรรมการบริหารภายในเดือนพฤษภาคมของทุกปี เพื่อพิจารณากิจการ ดังต่อไปนี้
1) รายงานกิจการที่ล่วงมาแล้ว
2) พิจารณาบัญชีงบดุล
3) เลือกตั้งผู้ตรวจบัญชี
4) ปรึกษากิจการอื่นของมูลนิธิ
ข้อ 18. การนัดประชุมวิสามัญมีได้เมื่อประธานกรรมการบริหารหรือผู้ทำการแทนเรียกประชุมตามที่เห็นสมควร
ข้อ 19. การนัดประชุมคณะกรรมการบริหาร ประธานกรรมการที่ปรึกษามีสิทธิจะเข้าประชุมได้ และถ้าประธานฯ เห็นสมควรให้กรรมการที่ปรึกษาองค์ใดเข้าร่วมประชุม ก็ให้เข้าร่วมประชุมได้ ต้องมีกรรมการไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงเป็นองค์ประชุม กรณีที่ประธานกรรมการบริหารหรือรองประธาน หรือผู้ทำการแทนไม่อยู่ หรือไม่สามารถมาประชุมได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนใดคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
ข้อ 20. เมื่อกิจการของมูลนิธิดำเนินไปด้วยดี และเจริญก้าวหน้าไปตามลำดับ คณะกรรมการบริหารอาจแบ่งการดำเนินงานของมูลนิธิออกเป็นฝ่ายต่าง ๆ โดยแต่งตั้งกรรมการบริหารเป็นประธานกรรมการฝ่าย แต่งตั้งบุคคลอื่นที่เหมาะสมเป็นกรรมการฝ่ายและให้อยู่ในตำแหน่งได้คราวละ 2 ป

การเงินและบัญชี
ข้อ 21. เงินสดของมูลนิธิ หรือเอกสารสิทธิให้นำฝากธนาคารหรือสถาบันการเงินของรัฐบาลตามที่คณะกรรมการบริหารเห็นสมควร

(ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับข้อ 21 จากนายทะเบียนมูลนิธิกรุงเทพมหานคร เมื่อ 2 พฤษภาคม 2544 )

ข้อ 22. การสั่งจ่ายเงินโดยเช็คหรือตั๋วสั่งจ่ายเงินจะต้องมีลายมือชื่อของประธานกรรมการบริหารหรือผู้ทำการแทนและเหรัญญิกหรือเลขานุการจึงจะเป็นอันใช้ได้
(ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับข้อ 22 จากนายทะเบียนมูลนิธิกรุงเทพมหานคร เมื่อ 2 พฤษภาคม 2544 )
ข้อ 23. เมื่อคณะกรรมการบริหารพิจารณาอนุมัติงบประมาณค่าใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์
ข้อ 4 หรือค่าใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นของการบริหารแล้ว ให้เจ้าหน้าที่เบิกจ่ายได้ตามนั้น
ข้อ 24. มูลนิธิจะต้องเก็บรักษาบัญชีรายรับ รายจ่าย บัญชีทรัพย์สิน และทรัพย์สินตลอดจนหนังสือสำคัญเช่นสัญญาหรือโฉนดที่ดินหรือทะเบียนทรัพย์สินเพื่อแสดงฐานะโดยถูกต้อง ทั้งจะต้องเก็บรักษาเอกสารใบสำคัญต่าง ๆ อันเกี่ยวกับ การบัญชีไว้ให้ผู้ตรวจบัญชีตรวจและเป็นหลักฐานของมูลนิธิด้วย
ข้อ 25. เหรัญญิกเก็บรักษาเงินสดไว้ได้ไม่เกิน 5,000 บาท (ห้าพันบาทถ้วน)
ข้อ 26. ผู้ตรวจสอบบัญชีต้องไม่เป็นกรรมการหรือลูกจ้างของมูลนิธิ
ข้อ 27. ให้เหรัญญิกทำบัญชีงบดุลประจำปี ซึ่งสิ้นสุดตามปฏิทินเพื่อแสดงฐานะการเงินของมูลนิธิ เมื่อผู้ตรวจสอบบัญชีสอบรับรองบัญชีแล้ว ให้เสนอขออนุมัติต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร

การสั่งจ่ายเงินในกรณีรีบด่วน
ข้อ 28. ประธานกรรมการบริหารมีอำนาจสั่งจ่ายเงินได้ในวงเงินไม่เกินครั้งละ 10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน) แล้วแจ้งให้คณะกรรมการทราบในการประชุมคราวต่อไป
(ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับข้อ 28 จากนายทะเบียนมูลนิธิกรุงเทพมหานคร เมื่อ 2 พฤษภาคม 2544)
ข้อ 29. ตราสารนี้ จะแก้ไขเพิ่มเติมได้ ก็แต่โดยมติเอกฉันท์ของประชุมคณะกรรมการบริหาร และได้รับความเห็นชอบของคณะกรรมการที่ปรึกษา
การเลิกมูลนิธิ
ข้อ 30. การสิ้นสุดของมูลนิธินั้น นอกจากที่กฎหมายบัญญัติไว้ ให้มูลนิธิเป็นอันสิ้นสุดลง โดยมิต้องขอให้ศาลสั่งเลิกด้วยเหตุดังต่อไปนี้
30.1 เมื่อมูลนิธิได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลแล้ว ไม่ได้รับทรัพย์สินตามคำมั่นเต็มจำนวน เว้นแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดจะพิจารณาเห็นว่าทรัพย์สินที่มูลนิธิได้รับนั้นพอที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ
30.2 เมื่อกรรมการมูลนิธิ 2 ใน 3 มีมติให้เลิกมูลนิธิ
30.3 เมื่อมูลนิธิไม่อาจหากรรมการได้ครบตามจำนวนที่ได้กำหนดไว้ในตราสาร
30.4 เมื่อมูลนิธิไม่สามารถดำเนินการต่อไป ไม่ว่าด้วยเหตุใด
ข้อ 31. ถ้ามูลนิธินี้ล้มเลิกไปโดยมติเอกฉันท์ของที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร หรือโดยเหตุใดๆ ก็ตาม เงินและทรัพย์สินทั้งหมดที่เหลืออยู่ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม

เบ็ดเตล็ด
ข้อ 32. การตีความในตราสารของมูลนิธิ หากเป็นที่สงสัย ให้ถือมติสองในสามของที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร เป็นผู้ชี้ขาด
ข้อ 33. ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยลักษณะมูลนิธิมาใช้บังคับในเมื่อตราสารมูลนิธิมิได้กำหนดไว้
ข้อ 34. กระทำการค้ากำไร และจะไม่ดำเนินการนอกเหนือไปจากตราสารที่กำหนดไว้
ตราสารนี้ ทำที่พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม จังหวัดพระนคร


พระธรรมกิตติโสภณ
นายประสิทธิ์ ดิศวัฒน์
ผู้ทำตราสาร
 
 
companyname
มูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนาแก่ชนถิ่นกันดารในพระราชูปถัมภ์
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
Buddhist Mission For Remote People Foundation Under
The Patronage Of H.R.H. The Princess Mother
มูลนิธิ,เผยแพร่,พุทธศาสนา,ธรรมจาริก,พระธรรมจาริก,ชาวเขา,อุปสมบท
สำนักงาน: ส่วนการบริหารโครงการและกิจการพิเศษ สำนักบริการสวัสดิการสังคม
กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เขตป้อมปราบฯ  กรุงเทพฯ  10100
โทร. 0-2659-6139-40, 0-2282-3896 โทรสาร  0-2281-4190